โฆษณา
Updates

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินเดีย

ด้านการทูต

ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินเดีย เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2490 ขณะนี้ไทยมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี และมีสถานกงสุลใหญ่อีก 3 แห่ง ที่เมืองกัลกัตตา เมืองมุมไบ และเมืองเจนไน ปัจจุบัน นายจีระศักดิ์ ธเนศนันท์ ดำรงตำเเหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐอินเดีย โดยเข้ารับตำเเหน่ง เมื่อปี พ.ศ. 2546 ส่วนอินเดียมีสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ และมีสถานกงสุลใหญ่ที่เชียงใหม่ และกำลังจะเปิดที่สงขลา โดยมีนางสาวละตา เรดดี (Latha Reddy) เป็นเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย และเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2550

ไทยและอินเดียได้ฉลองโอกาสครอบรอบ 60 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไปเมื่อปี 2550 (1 สิงหาคม 2550) โดยมีการจัดกิจกรรมทั้งในไทยและอินเดีย ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ เยือนอินเดียเมื่อวันที่ 8-10 สิงหาคม 2550 เพื่อทรงเปิดการแสดงโขนและนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในโอกาสดังกล่าวด้วย

 

ด้านการเมือง

ในช่วงสงครามเย็นและสงครามกัมพูชา ความสัมพันธ์ไทย-อินเดียค่อนข้างห่างเหิน เนื่องจากไทยเห็นว่าอินเดีย (ภายใต้การนำของนางอินทิรา คานธี) มีความใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต และรับรองรัฐบาลเฮง สัมริน ในขณะที่ไทยเป็นสมาชิก SEATO ซึ่งอินเดียเห็นว่าไทยมีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรกับปากีสถาน อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ ไทย-อินเดียใกล้ชิดขึ้นในปลายทศวรรษที่ 1980 เมื่ออินเดียเริ่มดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในปี 2534 และดำเนินนโยบายมองตะวันออก (Look East Policy) ที่ให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) ของไทย ที่ให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจึงพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงการเยือนระดับสูงหลายครั้ง ในช่วงปี 2544-2546 ในสมัยรัฐบาลพรรค BJP ของอดีตนายกรัฐมนตรี Vajpayee และรัฐบาลชุดใหม่ของอินเดียภายใต้การนำของพรรคคองเกรส ได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าต้องการกระชับความสัมพันธ์กับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ คือ คณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission for Bilateral Cooperation) จัดตั้งเมื่อปี 2532 และมีการประชุมไปทั้งหมดแล้ว 5 ครั้ง นอกจากนี้ จากผลการเยือนอินเดียของนรม. เมื่อ 3 มิ.ย. 2548 สองฝ่ายได้จัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วม (Joint Working Group) ระดับอธิบดี เพื่อติดตามและเร่งรัดความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ครอบคลุมทุกสาขา และเพื่อเสริมกลไกความร่วมมือคณะกรรมาธิการร่วม (JC) ที่มีอยู่เดิมแล้ว

 

ด้านความมั่นคง

ไทยและอินเดียมีความร่วมมือด้านความมั่นคงในกรอบคณะทำงานร่วมด้านความมั่นคง ไทย-อินเดีย (Thailand-India Joint Working Group on Security) ฝ่ายไทยมีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะ ฝ่ายอินเดียมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศซึ่งรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงเป็นหัวหน้าคณะ มีการประชุมกันแล้ว 4 ครั้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ธันวาคม 2546 สิงหาคม 2547 และตุลาคม 2548 ล่าสุด ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2550

 

ด้านเศรษฐกิจ

ไทยให้ความสำคัญต่อการดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอินเดียอย่างยิ่ง โดยคำนึงถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของอินเดีย ทั้งในแง่ของการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขนาดของตลาด ซึ่งมีประชากรระดับกลาง-สูง ที่มีกำลังซื้อสูง ประมาณ 300 ล้านคน ตลอดจนความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลไกที่สำคัญได้แก่ คณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส จัดตั้งเมื่อปี 2532 มีการประชุมครั้งล่าสุด เมื่อเดือนกันยายน 2546

 

การค้า

อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยเฉพาะตลาดระดับกลาง-สูง ซึ่งมีประชากรประมาณ 300 ล้านคน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีรสนิยมต้องการสินค้ามีคุณภาพ ซึ่งอินเดียไม่มีขีดความสามารถในการผลิต

ในภาพรวม ไทยนำเข้าวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และส่งออกสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี การค้าไทย – อินเดียยังมีปริมาณไม่มากเมื่อเทียบกับศักยภาพ จนกระทั่งนับแต่ปี 2547 ซึ่งการค้าระหว่างประเทศทั้งสองได้ขยายตัวอย่างมากอันเป็นผลมาจากการที่ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันผลักดันในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 4 ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายให้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2547 และสามารถทำได้สำเร็จ นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศทั้งสองขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area- FTA) ไทย-อินเดียเมื่อปี 2546 ซึ่งทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยในปี 2550 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2551 มีมูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่ามูลค่าในปี 2551 จะถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

การจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย (Free Trade Area : FTA)

ไทยและอินเดียได้ร่วมลงนามในกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ในระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าและช่วยขยายการค้าระหว่างกัน นอกจากนี้ เขตการค้าเสรียังจะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติด้วย สาระสำคัญของกรอบความตกลงฯ คือ

 

1) เริ่มการเจรจาการค้าสินค้าในเดือนมกราคม 2547 ให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2548 และกำหนดเปิดเสรีลดภาษีเหลือ 0 ภายในปี 2553

2) ให้ทยอยเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุนในสาขาที่มีความพร้อมก่อน โดยเริ่มเจรจาเดือนมกราคม 2547 และให้เสร็จภายในเดือนมกราคม 2549

3) สินค้าเร่งรัดการลดภาษี (Early Harvest Scheme : EHS) 82 รายการ เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 กันยายน 2547 โดยลดภาษีลง 50% จากอัตราภาษี ณ วันที่ 1 มกราคม 2547 จากนั้นวันที่ 1 กันยายน 2548 ลดภาษีลง 75% และในวันที่ 1 กันยายน 2549 ลดลง 100% หรือภาษีเป็น 0 ซึ่งเป็นผลให้มูลค่าการค้าไทย-อินเดีย เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ปัจจุบันสองฝ่ายยังคงผลักดันการเจรจาในกรอบ FTA ต่อไป โดยยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องการลดภาษีสินค้าได้เนื่องจากฝ่ายอินเดียขอให้มีการทบทวนการลดภาษีสินค้าใหม่ อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยพยายามผลักดันให้มีการลงนามความตกลงการค้าสินค้า (Agreement on Trade in Goods) โดยเร็ว

 

การลงทุน

การลงทุนของไทยในอินเดียในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติทั้งสิ้น 144 โครงการ มูลค่ารวม 831.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในอินเดีย อาทิ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เมืองเจนไน บริษัท Delta Electronic, Stanley Electric Company และ Stanley Automative ในกัวร์กาวน์ (Gurgaon) ธนาคารกรุงไทยในเมืองมุมไบ และมีการลงทุนร่วมระหว่าง Thai Summit กับ Neel Auto ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนสาขาเคมีภัณฑ์ และกระดาษ สาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสาขาเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร สำหรับการลงทุนของอินเดียในไทยนั้น ในปี 2549 โครงการลงทุนจากอินเดียที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 18 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 2,671 ล้านบาท โครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในสาขาเคมีภัณฑ์และกระดาษ และสาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัทอินเดียที่ลงทุนในไทย อาทิ บริษัท Tata Steel บริษัท Tata Motors (ร่วมลงทุนกับไทยผลิตรถปิกอัพ) บริษัท Indorama บริษัท Dabur Pharma เป็นต้น

 

ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ไทยและอินเดียได้ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือว่าด้วยวิทยาศาสตร์ วิชาการและสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ณ กรุงนิวเดลี และได้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไทย-อินเดีย ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่กรุงเทพฯ ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการร่วมครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ที่กรุงนิวเดลี ภายใต้ความตกลงดังกล่าว ครอบคลุมกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมือ เช่น การร่วมวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรม และการศึกษาดูงาน ในสาขาต่างๆ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรวิทยา ยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น นอกจากนี้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้คัดเลือกผู้รับทุนเยาวชนไทย จำนวน 100 คน ไปฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ Infosys Leadership Institute (ILI) เมืองไมเซอร์ เป็นประจำ โดยบริษัท Infosys สนับสนุนค่าที่พักค่าอาหาร ค่าเดินทางในประเทศอินเดีย และค่าทัศนศึกษา

 

การท่องเที่ยว

ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยเป็นตลาดใหญ่อันดับที่ 14 เมื่อเทียบกับตลาดขาเข้าจากประเทศอื่นๆ ของไทย และมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.43 ชาวอินเดียนิยมมาท่องเที่ยว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โฆษณา