Updates

เรียนรู้ชีวิตสะใภ้อินเดีย เรายอมรับเขา เขายอมรับเรา

รวมญาติ พี่ๆน้องๆหลานๆและคุณฝน (คนที่สองจากขวา)

อินเดียเป็นประเทศที่มีมนต์เสน่ห์ในตัวเอง มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม เป็นประเทศที่ใครได้มาแล้วประทับใจมากชนิดที่ว่ามาแล้วมาอีก กับอีกกลุ่มหนึ่งที่สาบานตนว่าจะไม่มาอีกเลย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนไทยหลายคนมักหันหน้าหนีและส่ายหัวเซย์โนไปตามๆกันเมื่อเอ่ยถึงอินเดีย ส่วนหนึ่งอาจเพราะเราติดภาพลักษณ์เก่าๆ จากสื่อต่างๆ จากคำบอกเล่าของคนที่พบประสบการณ์ไม่ดี หรือคนที่ไม่ได้ตั้งใจมาค้นหามนต์ที่ว่าของมันจริงๆ และสาเหตุอีกต่างๆนานา ทว่ามีหญิงไทยคนหนึ่งตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่…

เมื่อไม่นานมานี้ แอดมินได้มีโอกาสรู้จักกับคนไทยคนหนึ่ง ผ่านการพูดคุยและแสดงความคิดเห็นกันในเพจ LearningPune Fanpage แล้วเกิดคำถามขึ้นมากมายว่าเพราะอะไรทำให้คนๆนี้ใช้ครึ่งชีวิตของเธอในอินเดีย  และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเธออยู่อย่างมีความสุขมากเสียด้วย จนกลายมาเป็นบทสัมภาษณ์น่ารักๆพร้อมข้อคิดและมุมมองที่หลายคนอาจไม่เคยได้รับรู้

คุณวลัยกมล มิชร่า หรือคุณฝน เดินทางมาใช้ชีวิตในอินเดียตั้งแต่ปี 1990 ที่เมืองมุมไบกับพี่ชายคนโต โดยคุณแม่ตั้งใจส่งมาเรียน ม. 1 ที่ St.Peter High School ซึ่งเป็นเพียงโรงเรียนประจำชายหญิงแห่งเดียวในสมัยนั้น แต่พอมาถึงก็โดนลดชั้นไปเรียนชั้น ป.6 ใหม่แล้วค่อยๆเรียนมาเรื่อยๆ จนจบเกรด 10 หรือเทียบเท่า ม.4 จึงเข้าเกรด 11 และ 12 ที่ Sophia College ก่อนจะเรียนต่อกฎหมายที่ Government Law College ของ Mumbai University ซึ่งก็ได้ชื่อว่าเป็นมหาลัยรัฐอันดับหนึ่งของประเทศ

 

คนอื่นอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้

“ตอนที่มาใหม่ๆ แทบจะอยู่ไม่ได้ เพราะเราไม่เข้าใจภาษาและคุ้นชินกับอาหาร คุณแม่ก็ปลอบว่า ถ้าในหลวงท่านอยู่ได้ ฝนก็ต้องอยู่ได้ เพราะฝนเป็นเด็กที่เก่ง คำของคุณแม่อยู่ในใจมาตลอด ซึ่งก็โชคดีที่ warden (ผู้ดูแลหอ) ของโรงเรียนเขาเข้าใจว่าเราไม่ทราบหรือพูดภาษาอังกฤษได้เลย (ในตอนนั้น) พูดผิด พูดถูก แต่ก็ต้องพูดและเรียน เพราะความอยู่รอด คุณครูทุกคนช่วยหมด ทั้งสอนพูดและเรื่องการเรียน ผ่านไป 3 เดือน จึงเริ่มได้และพอเข้าใจ

ในช่วงที่คุณฝนเรียนกฎหมายที่ Government Law College  ได้เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับกงสุลไทยที่เมืองมุมไบอยู่ประมาณ 2 ปี (2002-2004) ตอนนั้นคิดจะสอบเข้ากระทรวงต่างประเทศ เพราะมีใจอยากช่วยนักเรียนคนไทยที่อยู่ต่างแดน ด้วยตนเข้าใจหัวอกเดียวกันว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง จนไปๆมาๆ ได้เจอคุณ A.J Mishra เพื่อนร่วมห้องเรียนตอนปี 4 ได้คบหาดูใจกันเป็นเวลาปีครึ่ง คุณฝนชอบที่เขาเป็นคนตรงไปตรงมา จนได้ตกลงปลงใจแต่งงานกันในที่สุด

“รู้สึกโชคดีที่ได้สามีและครอบครัวที่ดี  มีการศึกษาสูง ทั้งครอบครัวเป็นทนายและนักการเมือง  และไม่เคยถามเรื่องสินสอดเลยตั้งแต่ตอนแต่งงาน ช่วงแรกๆ เหนื่อยหน่อย เพราะเราไม่ชิน ครอบครัวเขาก็เข้าใจ สอนทุกอย่าง ไม่ว่าเป็นการทำอาหารหรือการเข้าใจวัฒนธรรมเขา พอมีลูกก็ต้องอยู่บ้านดูแลลูก พอ 10ปีให้หลัง ก็เริ่มทำงานจากบ้านโดยการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ เพราะจะได้มีเวลาให้ลูกด้วย แล้วก็เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้คนไทยและคนอินเดีย ตอนนี้ก็เริ่มทำงานเป็นที่ปรึกษาเรื่องการส่งออก ตอนแต่งงานใหม่ๆ ทำอะไรไม่เป็นเลย เพราะเคยชินกับการอยู่หอประจำ จนพี่สาวมาช่วย พี่สาวเองก็มีปัญหาเรื่องภาษาของทางพื้นเมือง แต่อยู่ไป อยู่มา ก็ได้ภาษาเขาไปด้วย

 

คุณ A.J Mishra สามีและคุณฝน กำลังทำพิธี Puja ที่สำนักงานแห่งใหม่

คุณ A.J Mishra สามีและคุณฝน กำลังทำพิธี Puja ที่สำนักงานแห่งใหม่

เรียนรู้ ยอมรับ ปรับตัว

“เวลาจะเรียกชื่อสามีไม่ได้ คนเฒ่าคนแก่เขาถือ เดี๋ยวสามีอายุจะสั้น เวลาเรียกจึงต้องเรียก ซุนิเย่ (Suniye – กรุณาฟังหน่อย) ซึ่งใช้เรียกให้ผู้ฟังหันมา ตอนนั้นต้องปรับตัวทุกอย่าง เพราะเราคือสะใภ้ใหม่ ไม่ให้ออกจากบ้านเลยเดียวคนอื่นเข้าว่าเราไวไฟเกินไป ถ้าต่อหน้าพ่อแม่ของสามีต้องใส่สาหรี่คลุมหน้า แต่พ่อของสามีของเขาไม่ถือ ก็โล่งอกไป นอกจากนี้ยังต้องใส่เครื่องประดับทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า

หากต้องการสังเกตผู้หญิงอินเดียว่าใครแต่งงานแล้ว สามารถสังเกตที่โคนผมเหนือหน้าผาก จะมีแป้งสีแดงเรียก ซินดูหรือซินดูรัม (Sindooram) มีการเจาะจมูก ใส่แหวนนิ้วเท้า บ้างก็ใส่กำไล บางรัฐอาจจะใส่สร้อยทองที่มีเม็ดดำๆผสมในสร้อยด้วยเช่นทางรัฐเกรละ(Kerala) เป็นต้น นอกจากนี้การจุดบินดิ (bindi) สีแดงๆตรงกลางหน้าผากเหนือคิ้วขึ้นไปเล็กน้อยนั้น เดิมทีพบเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว แต่ปัจจุบันกลายเป็นแฟชั่นที่ใครก็มีได้ โดยจุดเพียงจุดนั้นมีความหมายนัยยะมากเหลือคณา

 

สะใภ้อินเดีย จะทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว

หลังจากที่แต่งงานแล้ว ฝ่ายหญิงจะถูกนำไปทำความรู้จักกับฝ่ายญาติเจ้าบ่าวตามธรรมเนียมปฏิบัติ คุณฝนเล่าว่าเธอต้องเดินทางไปชนบทเพื่อให้พวกญาติๆรู้จัก พอไปถึงชนบท ก็ใส่สาหรี่และคุมหน้าหน้าตลอด ออกจากห้องไม่ได้เลย คนอินเดียไม่ว่าจะทำงานที่ไหน ก็จะต้องกลับบ้านเกิดของตัวเอง และครอบครัวคนอินเดียมีความสามัคคีมาก ไม่ว่ามีเรื่องอะไรก็จะถามทุกข์สุขตลอด ใครไม่สบายก็ช่วยส่งเงิน ถ้าอยู่ใกล้ก็ไปดู ช่วยเรื่องงานแต่งงานและการศึกษาเด็ก แบบไม่เคยได้ยินว่านี่ไม่ใช่ลูกฉัน

 

เรายอมรับเขา เขายอมรับเรา

เมื่อถามว่าทำยังไงถึงเข้ากับเขาได้ คุณฝนตอบทันทีเลยว่า เพราะเราไม่รังเกียจเขาหรือวัฒนธรรมของเขา และเป็นคนตรงไปตรงมา อยู่ที่ตัวเราเอง

พอเราปรับตัวได้ก็ง่ายแล้ว เพราะเขายอมรับเราแล้ว เราให้ความรักกับเขา เขาก็ให้ความรักตอบ อันนี้ไม่ว่าจะชาติไหนเหมือนกันหมด ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเท่านั้น  อย่าคิดว่าทำไปเพราะเป็นหน้าที่ แต่ให้คิดว่านี่ก็ครอบครัวเราเหมือนกัน อย่าไปเปรียบเทียบ ในเมื่อเราเลือกทางของเราแล้ว ก็ต้องยอมรับและอดทน”

รวมญาติ พี่ๆน้องๆหลานๆและคุณฝน (คนที่สองจากขวา)

รวมญาติ พี่ๆน้องๆหลานๆและคุณฝน (คนที่สองจากขวา)

สิ่งที่อินเดียและคนรอบข้างให้เรา เปลี่ยนเราจนเป็นเราอย่างทุกวันนี้

ความอดทนและการรักษาความสัมพันธ์  อย่าเอาแต่ใจตัวเอง ความสามัคคี และความไว้วางใจ ตอนนี้จะทำอะไรก็ไม่มีใครว่า แต่หน้าที่การดูแลครอบครัวมาก่อนเสมอ

คุณ A.J Mishra, คุณฝน และลูกสาวลูกชาย ตอนไปเที่ยว Mussourie

คุณ A.J Mishra, คุณฝน และลูกสาวลูกชาย ตอนไปเที่ยว Mussourie

ชีวิต ครอบครัว และการทำงาน

ตอนนี้ทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายระหว่างไทย-อินเดียของบริษัทของตัวเองชื่อ  Mishra&Klomee International Jure และรับปรึกษาเกี่ยวกับการส่งออก แปลเอกสาร รวมทั้งสอนออนไลน์ด้วย สำหรับคนไทยที่ต้องการปรึกษาธุรกิจการส่งออกนำเข้า (Export-Import) ไทย-อินเดีย-ไทย สามารถติดต่อได้ที่

Mishra&Glowmee International Jure (MGIJ)

สาขาที่ 1
7 Nanji Niwas, Quater road no.7 nearby Boribili Station , Borivili East, Mumbai.

สาขาที่ 2

107-108, Blue Moon Chambers, adjoing Welcome Hotel, Nagindas kRoad, opp. Mumbai High Court, Fort, Mumbai

 

และสอนอังกฤษออนไลน์ที่ English with Asian World 

หรือจะติดต่อโดยตรงที่ +๙๑ ๙๙๒ ๐๑๕ ๒๘๑๙

Skype: walaikamolmishra

Line: walaikamol

 

ก่อนกล่าวขอบคุณหลังการการสัมภาษณ์ คุณฝนก็ยังฝากข้อความมาถึงน้องๆที่อยากจะมาเรียน หรือกำลังเรียนอยู่ที่อินเดียว่า

“อย่าดูถูกคนด้วยกัน ไม่ว่าชาติไหน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม และขยันเรียน ไม่มีอะไรที่ยากเกินกำลังตัวเอง ขอแค่เราตั้งใจทำก็พอและทำให้ดีที่สุด” 

ในนามของทีมงาน Learningpune ขอขอบคุณคุณฝนที่กรุณาสละเวลาให้สัมภาษณ์เป็นอย่างยิ่ง เชื่อเหลือเกินว่า เรื่องราวของคุณฝน-วลัยกมล มิชร่า จะทำให้หลายคนรับรู้และเข้าใจ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ๆจากที่เคยรู้จัก กับอินเดีย ดินแดนมหาเสน่ห์ ไม่มากก็น้อย หากใครมีเรื่องราวอยากแบ่งปัน สามารถส่งเรื่องมาทาง admin@learningpune.org หรือทางเพจ LearningpuneFanpage เรายินดีมากๆที่จะเผยแพร่และเเบ่งปันความรู้ ข้อคิด ประสบการณ์ชีวิตในหลากหลายแง่มุมให้แก่ผู้อ่าน

แล้วพบกันใหม่ ครั้งหน้า สวัสดีครับ 🙂

 

…………………………

 

สัมภาษณ์ / เรียบเรียง : ประเสริฐศักดิ์  แก้วสง่า

 

 

แสดงความคิดเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: